มก.กำแพงแสน ผนึกเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เดินหน้าหาทางออกปัญหาการเผาในนาข้าวนครนายก จากฟางข้าวสู่โอกาสใหม่ของชุมชน

ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว ภาพควันไฟจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรยังคงปรากฏให้เห็นในหลายพื้นที่ของประเทศ แม้จะเป็นวิธีจัดการที่สะดวกและรวดเร็วสำหรับเกษตรกร แต่กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศ และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน
ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน และคณะเกษตร กำแพงแสน ร่วมกับคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) โครงการ Hug The World นำโดย คุณเบลล่า ราณี แคมเปน บริษัท Yushi Group รวมถึงหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ได้ร่วมลงพื้นที่จังหวัดนครนายก เพื่อศึกษาและหาแนวทางจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่นาข้าว พร้อมส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน
การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการเข้าพบและหารือร่วมกับ ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ณ ศาลากลางจังหวัดนครนายก เพื่อรับฟังสถานการณ์การผลิตข้าวน้ำลึก (Floating Rice) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพื้นที่ และเป็นหนึ่งในระบบการปลูกข้าวที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภูมิสังคมของจังหวัดมาอย่างยาวนาน
วงสนทนาระหว่างหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงการวิเคราะห์ปัญหาการเผาในที่โล่งเท่านั้น แต่ยังร่วมกันมองหาโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างคุณค่า ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ในช่วงบ่าย คณะผู้เข้าร่วมได้ลงพื้นที่ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนายอำเภอปากพลีและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อศึกษาสภาพพื้นที่จริง รับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด พร้อมสำรวจและเก็บตัวอย่างฟางข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสำหรับนำไปวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ
เบื้องหลังการเก็บตัวอย่างในวันนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของฟางข้าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการค้นหาศักยภาพใหม่ของวัสดุเหลือใช้ที่อาจถูกพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานชีวมวล หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีจากหน่วยงานวิจัย ศักยภาพของภาคเอกชน และประสบการณ์ตรงของเกษตรกรในพื้นที่เข้าด้วยกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือการลดการเผาในที่โล่ง ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม
ที่สำคัญ การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งมุ่งเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” สร้างประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่มีอยู่ และลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต
ผลการศึกษาและข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะถูกนำไปต่อยอดสู่การพัฒนางานวิจัย การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดนครนายก เพื่อสนับสนุนการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การสร้างรายได้จากวัสดุเหลือใช้ และการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
จากฟางข้าวที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเศษเหลือหลังการเก็บเกี่ยว วันนี้กำลังถูกมองใหม่ในฐานะทรัพยากรสำคัญที่อาจเป็นคำตอบของทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเกษตรกรไทยและสังคมโดยรวม
ขอบคุณภาพ/เนื้อหาข่าว : Faculty of Engineering at Kamphaeng Saen Kasetsart University
#มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
#KUKPS
#คณะวิศวกรรมศาสตร์กำแพงแสน
#คณะเกษตรกำแพงแสน
#HugTheWorld
#เบลล่าราณี
#สวทช
#NSTDA
#นครนายก
#ลดการเผาในที่โล่ง
#PM25
#ฟางข้าวสร้างมูลค่า
#CircularEconomy
#เศรษฐกิจหมุนเวียน
#เกษตรยั่งยืน
#SustainableAgriculture
#นวัตกรรมเกษตร
#งานวิจัยเพื่อชุมชน
#KUResearch
#CarbonNeutrality
#SDGs
#SmartAgriculture
#เปลี่ยนของเหลือให้มีค่า
#สิ่งแวดล้อมยั่งยืน
#เกษตรเพื่ออนาคต

